คำสั่ง RUN มีประโยชน์ในการเรียกใช้โปรแกรมย่อยๆ
หรือเปิดหน้าต่าง ของวินโดวส์เข้ามาทำงาน บางท่านอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อ
มันสามารถเรียกใช้งานโปรแกรมย่อยๆ ต่างๆ นี้ได้อยู่แล้ว เราจะใช้ คำสั่ง
Run ไปทำไม จะว่าให้ง่ายก็คือ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ในการเรียกใช้ เพราะว่า บางโปรแกรมเราต้องคลิกเข้าไป หลายส่วน ทำให้เสียเวลา
แต่ในบางกรณี การเข้าโดยใช้เมาส์คลิกตามปกติก็จะเร็วกว่า
วันนี้จะมาเสนอคำสั่ง ที่ใช้การ Run เรียกเข้ามา เพื่ออำนวยความสะดวกในการ
ทำงานมากขึ้น
ก่อนอื่น วิธีการเีรียกคำสั่ง RUN ก็ไม่ยากอะไรเลย เพียงคลิกที่ start > run
จากนั้น เราก็จะพิมพ์คำสั่ง และกด Enter เข้าไปใช้งานได้ทันที
ตัวอย่าง เช่น เราต้องการจะตรวจสอบสเป็คเครื่อง แบบคร่าว ๆ (
แต่ละเอียดกว่าการดู Properties ที่ My Computer ) เราก็สามารถใช้คำสั่ง
dxdiag เพื่อตรวจสอบได้
คำสั่งที่สำคัญ ได้แก่
* คำสั่ง dxdiag คำสั่งนี้ จะเป็นการเรียก Direct X และตรวจสอบสเป็คเครื่อง สามารถดูรายละเอียดพื้นฐานได้ เช่น CPU RAM VGA SOUND
* คำสั่ง devmgmt.msc ใช้ในการเรียกหน้าต่าง Device Manager ขึ้นมา
* คำสั่ง wuaucpl.cpl เปิดหน้าต่าง Auto Update
* คำสั่ง appwiz.cpl เข้าโปรแกรม Add/Remove Program
* คำสั่ง clipbrd เรียกดู คลิปบอร์ด
* คำสั่ง diskmgmt.msc เรียกโปรแกรม Disk Management ใช้จัดการดิสก์ เช่น ฟอร์แมต เปลี่ยนตัวอักษรประจำไดร์วต่างๆ
* คำสั่ง compmgmt.msc เรียกดู Computer Management
* คำสั่ง calc เรียกเครื่องคิดเลข
* คำสั่ง eventvwr.msc เรียกดูประวัติเหตุการณ์ใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์
* คำสั่ง gpedit.msc จัดการเกี่ยวกับ Group Policy ( ใช้ใน Win XP Home ไม่ได้นะ )
* คำสั่ง ncpa.cpl เปิดหน้าต่าง Network Connection
ส่วนคำสั่งต่อไปนี้ เรามักจะใช้กันบ่อยมาก ในกรณีที่ติดไวรัส บางครั้งถึงแม้ว่าเราจะกำจัดไวรัสไปแล้ว แต่อาการต่างๆ ยังคงอยู่
* คำ สั่ง msconfig เป็นคำสั่งเรียกโปรแกรมเพื่อกำหนดค่าต่างๆ ของ Windows ส่วนใหญ่ไวรัส มักจะแอบไปใส่ค่าให้ เรียกตัวเองขึ้นมาตั้งแต่เริ่มเข้าใช้งาน
คำสั่ง regedit เรียกโปรแกรม Registry Editor อยากจะแก้ไขอะไรต้องระวังหน่อยนะครับ แต่ถ้าทำตามคู่มือกำจัดไวรัสก็ไม่เป็นไรหรอก
คำสั่งเบื้องต้นเอาเท่านี้ก่อนนะครับ หวังว่าคงจะมีประโยชน์กันบ้าง
http://www.kroobannok.com/17015
มาทำความรู้จัก Wireless LAN มาตรฐาน IEEE 802.11ac กันเถอะ
– Posted on 17 October 2012Posted in: Articles
IEEE 802.11ac (ต่อไปขอย่อเป็น 11ac) เป็นมาตรฐาน WLAN ใหม่ ที่ตั้งเป้าว่าจะมาแทน มาตรฐาน IEEE 802.11n ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน โดยมีหัวหอกเป็นผู้ผลิตชิปเซ็ทอย่าง Broadcom และเหล่าผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายชั้นนำที่เข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมผลักดัน มาตรฐานตัวนี้ให้เข้าไปอยู่ในมาตรฐาน Wi-Fi Alliance ให้ได้
การที่ 11ac นั้นออกแบบมาโดยคำนึงถึงอุปกรณ์พกพาต่าง ๆ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือโน๊ตบุ๊คที่มีความบางมาก ๆ เป็นสำคัญด้วย เพราะว่าการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ในปัจจุบันนั้นเน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สาย กันมากขึ้น เช่น การสตรีมไฟล์มีเดียผ่าน DLNA การโอนถ่ายไฟล์ผ่าน Wi-Fi Direct เป็นต้น
อย่างไรก็ตามอุปกรณ์พวกนี้มักจะไม่ค่อยมีพื้นที่ในการใส่เสารับส่งสัญญาณ จำนวนมาก และถึงสามารถใส่ได้ ก็มีผลต่อการใช้พลังงานอีก ทำให้ความเร็วการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi นั้นโดนจำกัดไว้ แต่ด้วยความเร็วขั้นต่ำที่มาตรฐาน 11ac ทำได้ จะช่วยให้การโอนถ่ายข้อมูลนั้นมีความเร็วมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้เสารับส่งสัญญาณจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานอีกด้วย
- เปลี่ยนมาใช้คลื่นความถี่ 5 GHz เป็นหลัก คลื่นช่วงนี้เป็นคลื่นที่ไม่ค่อยถูกใช้งานมากเท่าคลื่น 2.4 GHz ที่ใช้งานกันในอุปกรณ์ไร้สายและ WLAN กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
- การเปลี่ยนวิธีการเข้ารหัสใหม่ และการใช้งานแบนด์วิดธ์ที่กว้างขึ้นเป็น 80 MHz หรือ 160 MHz ทำให้ความเร็วที่ได้ต่อ 1 เสาอยู่ที่ 433 Mbps ที่ 80 MHz และ 866 Mbps ที่ 160 MHz (ความเร็วของมาตรฐาน 11n จะอยู่ที่ 72 Mbps ที่ 20 MHz และ 150 Mbps ที่ 40 MHz)
- รองรับเสาอากาศตั้งแต่ 1 – 8 ต้น หมายความว่ามาตรฐาน 11ac จะสามารถทำความเร็วได้ถึง 3.6 Gbps ซึ่งมากกว่า 11n ที่ 600 Mbps และ Gigabit LAN เสียอีก แต่ในช่วงเริ่มต้นนี้ ตัวสินค้าต่าง ๆ ที่ออกมาจะรองรับความเร็วสูงสุดไม่เกิน 1.3 Gbps
- รองรับเทคนิคการส่งสัญญาณแบบใหม่ ๆ เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น Beamforming ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเข้าไปยังอุปกรณ์โดยตรง และ Multi-user MIMO ที่ทำให้เราท์เตอร์สามารถแยกเสาสัญญาณที่มีอยู่ไปรับส่งสัญญาณกับอุปกรณ์ หลาย ๆ ตัว ทำให้อุปกรณ์ไม่ต้องแย่งแบนด์วิดธ์กันใช้งานเหมือนระบบ MIMO ใน 11n
- แน่นอนว่ายังคงรองรับมาตรฐาน Wi-Fi เก่า ๆ อยู่เหมือนเดิม