วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

5 ปัญหาเน็ตหลุด สะดุดที่ตรงไหน ตรวจสอบได้ด้วยตัวคุณเอง



internet420

แทนที่จะใช้วิธีกดปุ่ม F5 เพื่อรีเฟรชบราวเซอร์ให้โหลดหน้าเว็บที่อยู่ดีๆ โหลดไม่ขึ้นซะงั้น ซึ่งบางทีปัญหามันไม่ใช่แค่ที่คุณเห็น เพราะการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าสู่อินเทอร์เน็ตไม่ได้มีแค่การต่อสายอี เธอร์เน็ต หรือเปิดสวิตช์ Wireless บนโน้ตบุ๊ก แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย บทความนี้จะแนะนำการตรวจสอบต้นตอของปัญหาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในระหว่าง ที่ใช้งาน เพื่อหาสาเหตุ และแก้ไขได้อย่างถูกต้อง แน่นอนว่า สิ่งแรกที่คุณต้องเช็คก่อนเลย เวลาที่เน็ตใช้การไม่ได้ คือ การเชื่อมต่อของฮาร์ดแวร์ เริ่มต้นที่สายเคเบิ้ลที่ต่อกับคอมพ์ ไปจนถึงปลั๊กเสียบเราท์เตอร์ที่ใครอาจเผลอไปเตะมันหลุดแล้วคุณไม่รู้ หรือมีมือดีไปปิดสวิทช์เพราะเห็นมันเปิดนานแล้ว หากการเชื่อมต่อเน็ตของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ ปกติดีแล้ว ไม่มีหลุด หรือปิดสวิตช์ แต่อย่างใด ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการตรวจสอบปัญหาการเชื่อมต่อ ซึ่งมีคำสั่ง และวิธีการที่น่าสนใจดังนี้
Ping ดูว่า"เน็ต"ยังอยู่หรือไม่? หาก การเชื่อมต่อทุกอย่างเรียบร้อยดี ขั้นตอนต่อมาก็คือ การตรวจสอบการเชื่อมต่อของเน็ตจากบ้านคุณด้วยคำสั่ง Ping เริ่มต้นด้วยการเปิดหน้าต่าง command คลิกปุ่ม Start พิมพ์ cmd แล้วกดปุ่ม Enter บนคีย์บอร์ด จากนั้นในหน้าต่าง cmd พิมพ์คำสั่ง ping ตามด้วยชื่อเว็บไซต์่ อย่างเช่น ping arip.co.th หรือ ping google.com เป็นต้น 
internet-connection-problem-3



คำสั่งนี้จะเป็นการบอกให้คอมพิวเตอร์ที่ เชื่อมต่อเน็ตทดลองส่ง แพ็คเก็ตของข้อมูล ไปยังแอดเดรสของเว็บไซต์ที่คุณระบุ ซึ่งทางเว็บเซิร์ฟเวอร์ของ arip หรือ google ก็จะตอบสนองแต่ละแพคเก็ตของข้อมูลที่มันได้รับ โดยจากในภาพข้างบนนี่้จะเเห็นว่า ทุกอย่างทำงานปกติ แพคเก็ตที่รับไม่ได้ (packet loss) มี 0% ในขณะที่เวลาตอบสนองแต่ละแพคเก็ต (time=?ms) ค่อนข้างต่ำ
หากคุณผู้อ่านใช้คำสั่ง Ping แล้วพบว่า packet loss ไม่ใช่ 0% ซึ่งหมายถึง เว็บเซิร์ฟเวอร์ที่คุณติดต่อเข้าไปไม่ตอบสนองแพ็คเก็ตใด แพ็คเก็ตหนึ่งที่ถูกส่งไป นั่นหมายความว่า มันมีปัญหาการเชื่อมต่อกับเน็ตอย่างไม่ต้องสงสัย หรือบางทีเว็บเซิร์ฟเวอร์ใช้เวลาตอบสนองช้ามาก นี่ก็เป็นปัญหาการเชื่อมต่อเหมือนกัน นอกจากนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเกิดกับเว็บไซต์บางแห่งเท่านั้น (จากในรูปจะเห็นว่า คำสั่ง ping microsoft.com เว็บเซิร์ฟเวอร์ของไมโครซอฟท์จะไม่ตอบสนองคำสั่งนี้ ในขณะที่การเชื่อมต่อไม่ได้มีปัญหา) หรือบางทีปัญหาอาจเกิดกับ ISP ทีคุณใช้บริการ (ลิงค์ขาด, ซ่อมบำรุง ฯลฯ) ลองโทรสอบถามทางผู้ให้บริการ หรือเกิดกับเครือข่ายในบ้านคุณเอง (เราท์เตอร์ ได้ลาจากโลกไปแล้ว ถึงจะต่อเคเบิ้ล ตรงๆ ก็ยังเข้าเน็ตไม่ได้อยู่ดี แต่เพื่อนข้างบ้านที่ใช้ ISP เดียวกัน ท่องเน็ตฉลุย)
Company Related Link : http://www.arip.co.th
Description :

ที่มาของข่าว :http://www.arip.co.th/articles.php?id=407344

เวลาพิมพ์งาน ใส่กระดาษด้านไหน คว่ำหรือหงายกันแน่?


printer420
ปกติแล้วเครื่องพิมพ์ (Printer) ส่วนใหญ่จะมีสัญลักษณ์รูปกระดาษพับมุม บอกกำกับเอาไว้อยู่แล้วว่าให้ใส่กระดาษอย่างไร
มุมกระดาษที่เห็นพับอยู่ ก็หมายถึง ด้านนั้นเป็นด้านบนของกระดาษ ส่วนหน้าที่เป็นเส้นขีดๆก็จะเป็นหน้าที่ถูกพิมพ์ออกมานั่นเอง
แบบที่ 1 ให้ใส่กระดาษ โดยด้านบนของกระดาษอยู่ไกลตัว และเอาหน้ากระดาษขาว(หน้าที่ต้องการพิมพ์) คว่ำลง
แบบที่ 2 ให้ใส่กระดาษ โดยด้านบนของกระดาษอยู่ใกล้ตัว และเอาหน้ากระดาษขาว(หน้าที่ต้องการพิมพ์) คว่ำลง
แบบที่ 3 ให้ใส่กระดาษ โดยด้านบนของกระดาษอยู่ไกลตัว และเอาหน้ากระดาษขาว(หน้าที่ต้องการพิมพ์) หงายขึ้น
แบบที่ 4 ให้ใส่กระดาษ โดยด้านบนของกระดาษอยู่ใกล้ตัว และเอาหน้ากระดาษขาว(หน้าที่ต้องการพิมพ์) หงายขึ้น
arip_qa_paper
Company Related Link : http://www.arip.co.th
Description :

ที่มาของข่าว :http://www.arip.co.th/tips.php?id=413032

เว็บไซต์ติดไวรัสมาได้ยังไงล่ะ? ถ้าโดนไปแล้ว จะแก้ปัญหายังไงดี?


web420
ปัญหาว่าเว็บมีอาการแปลกๆ เช่นจะมี code แปลกติดมาทุกหน้า
สาเหตุนั้นเกิดมาจากเว็บนั้นติดไวรัส (หรือโทรจัน)
แล้วในเว็บติดมาได้ยังไงล่ะ?
เมื่อคอมฯ ที่เราใช้งานติดไวรัส (หรือโทรจัน) จะมีไวรัสบางตัว ที่มีพฤติกรรมขโมยรหัสผ่านของ FTP ที่เราใช้ upload หน้าเว็บขึ้นไปเก็บใน hostเมื่อมันได้รหัสผ่านไปแล้ว มันก็สามารถที่จะต่อเข้าไปยัง host ด้วยรหัสผ่านของเรา จากนั้นก็เข้าไปแทรก script ไว้กับหน้าเว็บทำให้เว็บเรามี code แปลกปลอม
ถ้าโดนไปแล้ว จะแก้ปัญหายังไงดี?
กำจัดไวรัสในเครื่องให้หมด แต่ถ้าใช้ anti virus ในเครื่องเรา scan อาจตรวจไม่เจอเพราะไวรัสมันจัดการเครื่องเราซะงอมพระรามไปแล้วถ้าลำบากนักก็ format ทิ้งเลย ง่ายดี
  • เข้าไปไล่ลบ code ที่ถูกแทรก ทุกๆ หน้า (ทั้ง html, php, asp, jsp)
  • ให้เข้าไปที่หน้าจัดการระบบของ host นั้นๆ แล้วลบ FTP user account ให้หมด
  • จากนั้นสร้าง FTP user account ขึ้นมาใหม่ ควรจะให้ user name และ password ต่างจากเดิม
จะป้องกันไวรัสติดคอมฯ ได้ยังไงบ้าง?
  • ขยัน update ข้อมูลไวรัสให้ตัว anti virus และเปิดใช้งานไว้ด้วยนะ 
  • ใช้โปรแกรมจำพวก anti autorun เช่น Ardv (แนะนำเป็นการส่วนตัวเลย ตัวนี้โดนใจมาก) 
  • IE 6 เก็บเข้ากรุ เลิกใช้ได้เลย ถ้าเป็นไปได้ แนะนำ FireFox, Opera, Chrome, Safari
โปรแกรม browser ตัวอื่นๆ ที่เป็นหน้ากากครอบ IE ก็ไม่แนะนำให้ใช้พยายามอย่าใช้โปรแกรม crack ทั้งหลาย หันมาใช้พวก Open Source ดีกว่าหรือถ้ายังอยากใช้โปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ใช้เป็น serial ดีกว่า crack
Description :

ที่มาของข่าว : http://www.justusers.net/forum/index.php?topic=3211.0

เทคนิควิเคราะห์อาการเสียจากไบออส AMI


bios02

เทคนิควิเคราะห์อาการเสียจากไบออส AMI
    สำหรับจังหวะสัญญาณ Beep Code ของไบออส ยี่ห้อ AMI นั้นค่อนข้างมีส่วนคล้ายกับของไบออสยี่ห้อ Award อยู่พอสมควร เพราะจังหวะ สัญญาณนั้นฟังได้ง่ายไม่ซับซ้อนโดยแต่ละสัญญาณเสียงที่เป็นปัญหาหลัก ๆ จะมีความหมายดังนี้

จังหวะเสียง
ความหมาย
เสียงดัง 1 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของเมนบอร์ด อาจต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่
เสียงดัง 2 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของแรม เช่น เสียบไม่แน่นหรือแรมเสียทำให้บูตเครื่องไม่ผ่าน ควรตรวจสอบแรม
เสียงดัง 3 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของแรม เช่น เสียบไม่แน่นหรือแรมเสียทำให้บูตเครื่องไม่ผ่าน ควรตรวจสอบแรม
เสียงดัง 4ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของชิพ Timmer อาจต้องเปลี่ยนชิพหรือเมนบอร์ดใหม่
เสียงดัง 5 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของซีพียู อาจต้องเปลี่ยนซีพียูใหม่
เสียงดัง 6 ครั้ง
แสดงว่ามี ปัญหาในส่วนของชิพควบคุมคีย์บอร์ดเสีย หรือไม่อาจเป็นที่ตัวคีย์บอร์ดเอง อาจต้องเปลี่ยนชิพ,เมนบอร์ด หรือคีย์บอร์ดใหม่
เสียงดัง 7 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนในส่วนของซีพียู อจต้องเปลี่ยนซีพียูใหม่
เสียงดัง 8 ครั้ง
แสดงว่ามี ปัญหาในส่วนของการ์ดแสดงผล ( VGA ) ตรวจสอบการ์ดแสดงผลว่าเสียบแน่นดีหรือไม่ หากยังไม่ได้ผลอาจต้องเปลี่ยนการ์ดแสดงผลใหม่
เสียงดัง 9 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของไบออส อาจต้องเปลี่ยนไบออสใหม่
เสียงดัง 10 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของการเขียน CMOS อาจต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่
เสียงดัง 11 ครั้ง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนในส่วนของหน่วยความจำแคช ควรตรวจสอบแคชภายนอกบนเมนบอร์ด
เสียงดังสั้น ๆ 2 ครั้ง เสียงดังยาว 1 สั้น 2 แสดงว่ามี ปัญหาในขั้นตอนการ Post ที่มีบางขั้นตอนไม่ผ่าน แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของการ์แสดงผล ( VGA ) ตรวจสอบการ์ดแสดงผลว่าเสียบแน่นดีหรือไม่ หากยังไม่ได้ผลอาจต้องเปลี่ยนการ์ดแสดงผลใหม่
เสียงดังยาว ๆ 1 ครั้ง แสดงว่าขั้นตอนการบูตเครื่องหรือขั้นตอนการ Post เป็นปกติ
Description :


ที่มาของข่าว : http://www.bcoms.net/problem_coms/ami.asp 

802.11ac ว่าที่มาตรฐานใหม่แห่ง WiFi กำลังใกล้เข้ามาแล้ว



328223-802-11ac-wi-fi
ในปัจจุบันการใช้ WiFi เรียกได้ว่าเป็นเรื่องปกติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สังเกตได้จากปริมาณของอุปกรณ์ที่รองรับการเชื่อมต่อ WiFi และ WiFi Hotspot ที่มีให้ใช้งานมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าการที่จะทำให้มันทำงานได้อย่างราบรื่นก็จะต้องมีมาตรฐานกลางใน การกำหนดและควบคุมรูปแบบการทำงาน ดังในปัจจุบันจะมีมาตรฐานที่เป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปอยู่ 2 ตัวด้วยกัน ได้แก่ 802.11g และ 802.11n แต่ในช่วงปีหน้าเราน่าจะได้เห็นข่าวของ WiFi มาตรฐานใหม่นามว่า 802.11ac กันมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะในขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ คาดว่าเราน่าจะได้เริ่มเห็นการใช้งานจริงก็ในช่วงปลายปีหน้านู่นเลย จะยังไงก็ตาม เรามาทำความรู้จักกับ 802.11ac กันแบบคร่าวๆก่อนแล้วกันนะครับ
802.11ac ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของการรับส่งคลื่น ทำให้ได้ผลลัพธ์คือความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากเดิมมาก รวมไปถึงระยะที่ไกลขึ้นและสามารถทะลุผ่านสิ่งกีดขวางได้ดีขึ้น โดยคุณสมบัติของ 802.11ac ต่างจาก 802.11g และ 802.11n ดังในตารางด้านล่างนี้
มาตรฐาน ความถี่คลื่น ความกว้างช่องสัญญาณ ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ รองรับ MIMO
802.11g 2.4 GHz 25 MHz 54 Mb/s ไม่รองรับ
802.11n 2.4 / 5 GHz 40 MHz 600 Mb/s รองรับ (3)
802.11ac 5 GHz 80 / 160 MHz 6.93 Gb/s รองรับ (8)
*** MIMO = Multiple-Input Multiple-Output คือการใช้เสามากกว่า 1 เสาในการรับ/ส่งสัญญาณ ยิ่งเสามากก็ยิ่งแรงขึ้น
จากในตารางก็จะเห็นได้ว่ามีการปรับความ ถี่คลื่นไปใช้ที่ 5 GHz กันหมด จากที่ในปัจจุบันยังมีอยู่ 2 ความถี่กันอยู่ และยังมีการเพิ่ม bandwidth ขึ้นมาเป็น 80 กับ 160 MHz อีก จึงช่วยให้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นมาก แต่ความเร็วสูงสุดที่อยู่ตารางนั้น จะต้องอยู่ในเงื่อนไขการใช้อุปกรณ์แบบสุดๆด้วยเช่นกัน นั่นคือตัว AP ส่งสัญญาณจะต้องมี 8 เสา และตัวรับสัญญาณจะต้องมี 2 เสาจำนวน 4 ชุดด้วยกัน จึงจะสามารถใช้งาน 802.11ac ได้ด้วยความเร็วเต็มที่ แต่กับการใช้งานของเราๆแบบทั่วไปน่าจะเป็นแบบตัว AP ส่งสัญญาณมี 2 เสา และตัวรับสัญญาณมี 2 เสาซะมากกว่า โดยความเร็วสูงสุดของ 802.11ac ที่จะสามารถใช้งานได้จะอยู่ที่
  • 867 Mb/s สำหรับความถี่คลื่น 80 MHz
  • 1.73 Gb/s สำหรับความถี่คลื่น 160 MHz
นอกจากความต่างในเรื่องของคลื่นที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่ต่างกัน นั่นคือรูปแบบการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อจับใส่มากับคลื่นพาหะหรือที่เรียกเป็น ภาษาอังกฤษว่าการ modulation ซึ่งใน 802.11ac จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเปลี่ยนมาใช้ 256-QAM แทน 64-QAM ที่ใช้ใน 802.11n และยังมีเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากที่ 802.11ac มีการพัฒนาขึ้น แต่คาดว่าเราคงไม่ค่อยได้สนใจเพราะมันไม่ค่อยอยู่ในชีวิตประจำวันซักเท่าไร ดังนั้นขอข้ามไปนะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นเล็กเชอร์วิชา Network ไปซะก่อน
                   
802-11ac
ซึ่ง 802.11ac นี้ เราน่าจะได้พบกับมันพร้อมอุปกรณ์ในช่วงกลางค่อนไปทางปลายปีหน้านู่นเลย ดังนั้นไม่ต้องงรีบร้อน ใครมีแผนจะซื้ออุปกรณ์ใช้งาน WiFi 802.11n อยู่แล้วละก็ ซื้อไปได้เลยครับ เพราะกว่า 802.11ac จะเป็นที่นิยมก็อีกนานโขอยู่ทีเดียว

ที่มาของข่าว : http://notebookspec.com

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

DNS ปัจจุบัน ใช้ให้ตรงกับค่ายเน็ตของตัวเองเช่าจะไม่อ้อมโลก



DNS 3BB : 110.164.252.222 , 110.164.252.223
DNS TOT : 203.113.127.199 , 203.113.24.199
DNS True : 203.144.255.71 , 203.144.255.72 , 203.144.207.29 , 203.144.207.49
DNS CAT : 61.19.245.245 , 61.19.245.246
DNS TT&T : 202.69.137.137 , 202.69.137.138

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การเลือกซื้อเครื่องบันทึกภาพ DVR

การเลือกซื้อเครื่องบันทึกภาพ DVRนอกจากจะต้องเลือกกล้องที่มี ความคมชัดแล้ว สิ่งที่สำคัญและจะมองข้ามไปไม่ได้คือการเลือกซื้อ DVR หรือเครื่องบันทึกภาพ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบันทึกภาพที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำ หรือเครื่องบันทึกภาพเฉพาะทางที่เรียกว่าDVR ซึ่งมาตรฐานในการบันทึกภาพจะเป็นมาตรฐานเดียวกันดังนี้
1. ขนาดของภาพที่บันทึกจะบอกเป็น
- D1  เท่ากับ  720x576 อัตราส่วน 1.25:1  414,720 Pixels- 4CIF (Frame) เท่ากับ  704x576 อัตราส่วน 1.22:1  405,504 Pixels ***บางยี่ห้อ อาจเรียกเป็น D1- 2CIF (Field)  เท่ากับ  704x288 อัตราส่วน 2.44:1  202,752 Pixels- DCIF  เท่ากับ  528x284 อัตราส่วน 1.86:1  149,952 Pixels- CIF  เท่ากับ  352x288 อัตราส่วน 1.22:1  101,376 Pixels- QCIF  เท่ากับ  176x144 อัตราส่วน 1.22:1  25,344 Pixels
ยิ่ง ขนาดของภาพที่บันทึกใหญ่ ภาพจะมีความคมชัดมาก และเวลาดูย้อนหลังภาพจะไม่แตก แต่จะใช้เนื้อที่ในการบันทึกมาก ทำให้เปลืองเนื้อที่บนฮาร์ดดิส
2. จำนวนภาพที่บันทึกต่อ 1 วินาที (fps) ตัวอย่างเช่น

Record resolution  -CIF  /  25 fps
   -2CIF / 12 fps
   -DCIF /  8 fps

หมายความว่าเครื่องบันทึกภาพตัวนี้สามารถบันทึกภาพที่มีขนาด CIF ได้ที่ 25 เฟรม/วินาที (Realtime)  และบันทึกภาพที่มีขนาด 2CIF ที่ 12 เฟรม/วินาที (Not Realtime) และสามาถบันทึกภาพที่มีขนาดใหญ่สุดที่ DCIF ที่ เฟรม/วินาที (Not Realtime)

*** 25 fps = 25 เฟรม ต่อ วินาที จะเป็นภาพเคลื่อนไหวเหมือนปกติ (Realtime)  
การเลือกซื้อเครื่องบันทึกภาพ (DVR) ควรเลือกเครื่องที่สามารถบันทึกได้ตามความต้องการ เช่น ต้องการความคมชัดมาก ควรเลือกเครื่องบันทึกภาพ (DVR) ที่สามารถบันทึกภาพขนาด D1, 4CIF, DCIF ได้แต่จะมีราคาค่อนข้างสูงและใช้เนื้อที่ฮาร์ดดิสมาก เครื่องบันทึกภาพ (DVR) ประเภทนี้ภาพที่บันทึกออกมาได้จะมีความคมชัดสูง เช่น ภาพขนาด D1 ภาพที่บันทึกออกมาจะได้เทียบเท่ากับ DVD
ข้อควรระวังในการซื้อเครื่องบันทึกภาพ (DVR) คือ เครื่องบันทึกภาพที่ขายส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแจ้งรายละเอียดเหล่านี้ชัดเจนนัก ส่วนใหญ่จะเอารายละเอียดของการแสดงผลมาแสดงเป็นจุดขาย ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ภาพมีความคมชัด
ตัวอย่างเช่น
- Display Resolution  25 fps : Camera(Realtime)
- Display Resolution  400 fps  (Realtime)
- Resolution  400 fps  (Realtime)
จากตัวอย่างที่แสดงเป็นการบอกว่าสามารถแสดงผลภาพได้ที่ 25 fps เฟรมต่อกล้อง ถ้ามีกล้อง 16 ตัว x 25 เท่ากับ 400 ซึ่ง ไม่เกี่ยวกับคุณภาพของภาพที่ถูกบันทึกแต่อย่างใด วิธีเลือกที่ดีที่สุดคือให้คนขายลองตั้งบันทึกที่คุณภาพสูงสุดแล้วเปิดดู ย้อนหลังแบบขยายภาพให้เต็มจอว่าภาพมีความคมชัดแค่ไหน และแสดงการคำนวณการใช้ฮาร์ดดิสก์ว่าสมควรจะใช้ฮาร์ดดิสก์ขนาดเท่าไหร่เพื่อ ให้สามารถบันทึกได้ยาวนานตามที่ต้องการ โดยอาจจะกำหนดจำนวนสมมุติที่ต้องการ เช่น ต้องการที่ 30 วันต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ขนาดเท่าไหร่่
ข้อมูลจาก ส.มงคล www.suchinko.com