วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

เว็บไซต์ติดไวรัสมาได้ยังไงล่ะ? ถ้าโดนไปแล้ว จะแก้ปัญหายังไงดี?


web420
ปัญหาว่าเว็บมีอาการแปลกๆ เช่นจะมี code แปลกติดมาทุกหน้า
สาเหตุนั้นเกิดมาจากเว็บนั้นติดไวรัส (หรือโทรจัน)
แล้วในเว็บติดมาได้ยังไงล่ะ?
เมื่อคอมฯ ที่เราใช้งานติดไวรัส (หรือโทรจัน) จะมีไวรัสบางตัว ที่มีพฤติกรรมขโมยรหัสผ่านของ FTP ที่เราใช้ upload หน้าเว็บขึ้นไปเก็บใน hostเมื่อมันได้รหัสผ่านไปแล้ว มันก็สามารถที่จะต่อเข้าไปยัง host ด้วยรหัสผ่านของเรา จากนั้นก็เข้าไปแทรก script ไว้กับหน้าเว็บทำให้เว็บเรามี code แปลกปลอม
ถ้าโดนไปแล้ว จะแก้ปัญหายังไงดี?
กำจัดไวรัสในเครื่องให้หมด แต่ถ้าใช้ anti virus ในเครื่องเรา scan อาจตรวจไม่เจอเพราะไวรัสมันจัดการเครื่องเราซะงอมพระรามไปแล้วถ้าลำบากนักก็ format ทิ้งเลย ง่ายดี
  • เข้าไปไล่ลบ code ที่ถูกแทรก ทุกๆ หน้า (ทั้ง html, php, asp, jsp)
  • ให้เข้าไปที่หน้าจัดการระบบของ host นั้นๆ แล้วลบ FTP user account ให้หมด
  • จากนั้นสร้าง FTP user account ขึ้นมาใหม่ ควรจะให้ user name และ password ต่างจากเดิม
จะป้องกันไวรัสติดคอมฯ ได้ยังไงบ้าง?
  • ขยัน update ข้อมูลไวรัสให้ตัว anti virus และเปิดใช้งานไว้ด้วยนะ 
  • ใช้โปรแกรมจำพวก anti autorun เช่น Ardv (แนะนำเป็นการส่วนตัวเลย ตัวนี้โดนใจมาก) 
  • IE 6 เก็บเข้ากรุ เลิกใช้ได้เลย ถ้าเป็นไปได้ แนะนำ FireFox, Opera, Chrome, Safari
โปรแกรม browser ตัวอื่นๆ ที่เป็นหน้ากากครอบ IE ก็ไม่แนะนำให้ใช้พยายามอย่าใช้โปรแกรม crack ทั้งหลาย หันมาใช้พวก Open Source ดีกว่าหรือถ้ายังอยากใช้โปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ใช้เป็น serial ดีกว่า crack
Description :

ที่มาของข่าว : http://www.justusers.net/forum/index.php?topic=3211.0

เทคนิควิเคราะห์อาการเสียจากไบออส AMI


bios02

เทคนิควิเคราะห์อาการเสียจากไบออส AMI
    สำหรับจังหวะสัญญาณ Beep Code ของไบออส ยี่ห้อ AMI นั้นค่อนข้างมีส่วนคล้ายกับของไบออสยี่ห้อ Award อยู่พอสมควร เพราะจังหวะ สัญญาณนั้นฟังได้ง่ายไม่ซับซ้อนโดยแต่ละสัญญาณเสียงที่เป็นปัญหาหลัก ๆ จะมีความหมายดังนี้

จังหวะเสียง
ความหมาย
เสียงดัง 1 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของเมนบอร์ด อาจต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่
เสียงดัง 2 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของแรม เช่น เสียบไม่แน่นหรือแรมเสียทำให้บูตเครื่องไม่ผ่าน ควรตรวจสอบแรม
เสียงดัง 3 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของแรม เช่น เสียบไม่แน่นหรือแรมเสียทำให้บูตเครื่องไม่ผ่าน ควรตรวจสอบแรม
เสียงดัง 4ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของชิพ Timmer อาจต้องเปลี่ยนชิพหรือเมนบอร์ดใหม่
เสียงดัง 5 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของซีพียู อาจต้องเปลี่ยนซีพียูใหม่
เสียงดัง 6 ครั้ง
แสดงว่ามี ปัญหาในส่วนของชิพควบคุมคีย์บอร์ดเสีย หรือไม่อาจเป็นที่ตัวคีย์บอร์ดเอง อาจต้องเปลี่ยนชิพ,เมนบอร์ด หรือคีย์บอร์ดใหม่
เสียงดัง 7 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนในส่วนของซีพียู อจต้องเปลี่ยนซีพียูใหม่
เสียงดัง 8 ครั้ง
แสดงว่ามี ปัญหาในส่วนของการ์ดแสดงผล ( VGA ) ตรวจสอบการ์ดแสดงผลว่าเสียบแน่นดีหรือไม่ หากยังไม่ได้ผลอาจต้องเปลี่ยนการ์ดแสดงผลใหม่
เสียงดัง 9 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของไบออส อาจต้องเปลี่ยนไบออสใหม่
เสียงดัง 10 ครั้ง
แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของการเขียน CMOS อาจต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่
เสียงดัง 11 ครั้ง แสดงว่ามีปัญหาในส่วนในส่วนของหน่วยความจำแคช ควรตรวจสอบแคชภายนอกบนเมนบอร์ด
เสียงดังสั้น ๆ 2 ครั้ง เสียงดังยาว 1 สั้น 2 แสดงว่ามี ปัญหาในขั้นตอนการ Post ที่มีบางขั้นตอนไม่ผ่าน แสดงว่ามีปัญหาในส่วนของการ์แสดงผล ( VGA ) ตรวจสอบการ์ดแสดงผลว่าเสียบแน่นดีหรือไม่ หากยังไม่ได้ผลอาจต้องเปลี่ยนการ์ดแสดงผลใหม่
เสียงดังยาว ๆ 1 ครั้ง แสดงว่าขั้นตอนการบูตเครื่องหรือขั้นตอนการ Post เป็นปกติ
Description :


ที่มาของข่าว : http://www.bcoms.net/problem_coms/ami.asp 

802.11ac ว่าที่มาตรฐานใหม่แห่ง WiFi กำลังใกล้เข้ามาแล้ว



328223-802-11ac-wi-fi
ในปัจจุบันการใช้ WiFi เรียกได้ว่าเป็นเรื่องปกติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สังเกตได้จากปริมาณของอุปกรณ์ที่รองรับการเชื่อมต่อ WiFi และ WiFi Hotspot ที่มีให้ใช้งานมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าการที่จะทำให้มันทำงานได้อย่างราบรื่นก็จะต้องมีมาตรฐานกลางใน การกำหนดและควบคุมรูปแบบการทำงาน ดังในปัจจุบันจะมีมาตรฐานที่เป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปอยู่ 2 ตัวด้วยกัน ได้แก่ 802.11g และ 802.11n แต่ในช่วงปีหน้าเราน่าจะได้เห็นข่าวของ WiFi มาตรฐานใหม่นามว่า 802.11ac กันมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะในขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ คาดว่าเราน่าจะได้เริ่มเห็นการใช้งานจริงก็ในช่วงปลายปีหน้านู่นเลย จะยังไงก็ตาม เรามาทำความรู้จักกับ 802.11ac กันแบบคร่าวๆก่อนแล้วกันนะครับ
802.11ac ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของการรับส่งคลื่น ทำให้ได้ผลลัพธ์คือความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากเดิมมาก รวมไปถึงระยะที่ไกลขึ้นและสามารถทะลุผ่านสิ่งกีดขวางได้ดีขึ้น โดยคุณสมบัติของ 802.11ac ต่างจาก 802.11g และ 802.11n ดังในตารางด้านล่างนี้
มาตรฐาน ความถี่คลื่น ความกว้างช่องสัญญาณ ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ รองรับ MIMO
802.11g 2.4 GHz 25 MHz 54 Mb/s ไม่รองรับ
802.11n 2.4 / 5 GHz 40 MHz 600 Mb/s รองรับ (3)
802.11ac 5 GHz 80 / 160 MHz 6.93 Gb/s รองรับ (8)
*** MIMO = Multiple-Input Multiple-Output คือการใช้เสามากกว่า 1 เสาในการรับ/ส่งสัญญาณ ยิ่งเสามากก็ยิ่งแรงขึ้น
จากในตารางก็จะเห็นได้ว่ามีการปรับความ ถี่คลื่นไปใช้ที่ 5 GHz กันหมด จากที่ในปัจจุบันยังมีอยู่ 2 ความถี่กันอยู่ และยังมีการเพิ่ม bandwidth ขึ้นมาเป็น 80 กับ 160 MHz อีก จึงช่วยให้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นมาก แต่ความเร็วสูงสุดที่อยู่ตารางนั้น จะต้องอยู่ในเงื่อนไขการใช้อุปกรณ์แบบสุดๆด้วยเช่นกัน นั่นคือตัว AP ส่งสัญญาณจะต้องมี 8 เสา และตัวรับสัญญาณจะต้องมี 2 เสาจำนวน 4 ชุดด้วยกัน จึงจะสามารถใช้งาน 802.11ac ได้ด้วยความเร็วเต็มที่ แต่กับการใช้งานของเราๆแบบทั่วไปน่าจะเป็นแบบตัว AP ส่งสัญญาณมี 2 เสา และตัวรับสัญญาณมี 2 เสาซะมากกว่า โดยความเร็วสูงสุดของ 802.11ac ที่จะสามารถใช้งานได้จะอยู่ที่
  • 867 Mb/s สำหรับความถี่คลื่น 80 MHz
  • 1.73 Gb/s สำหรับความถี่คลื่น 160 MHz
นอกจากความต่างในเรื่องของคลื่นที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่ต่างกัน นั่นคือรูปแบบการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อจับใส่มากับคลื่นพาหะหรือที่เรียกเป็น ภาษาอังกฤษว่าการ modulation ซึ่งใน 802.11ac จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเปลี่ยนมาใช้ 256-QAM แทน 64-QAM ที่ใช้ใน 802.11n และยังมีเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากที่ 802.11ac มีการพัฒนาขึ้น แต่คาดว่าเราคงไม่ค่อยได้สนใจเพราะมันไม่ค่อยอยู่ในชีวิตประจำวันซักเท่าไร ดังนั้นขอข้ามไปนะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นเล็กเชอร์วิชา Network ไปซะก่อน
                   
802-11ac
ซึ่ง 802.11ac นี้ เราน่าจะได้พบกับมันพร้อมอุปกรณ์ในช่วงกลางค่อนไปทางปลายปีหน้านู่นเลย ดังนั้นไม่ต้องงรีบร้อน ใครมีแผนจะซื้ออุปกรณ์ใช้งาน WiFi 802.11n อยู่แล้วละก็ ซื้อไปได้เลยครับ เพราะกว่า 802.11ac จะเป็นที่นิยมก็อีกนานโขอยู่ทีเดียว

ที่มาของข่าว : http://notebookspec.com

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

DNS ปัจจุบัน ใช้ให้ตรงกับค่ายเน็ตของตัวเองเช่าจะไม่อ้อมโลก



DNS 3BB : 110.164.252.222 , 110.164.252.223
DNS TOT : 203.113.127.199 , 203.113.24.199
DNS True : 203.144.255.71 , 203.144.255.72 , 203.144.207.29 , 203.144.207.49
DNS CAT : 61.19.245.245 , 61.19.245.246
DNS TT&T : 202.69.137.137 , 202.69.137.138

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การเลือกซื้อเครื่องบันทึกภาพ DVR

การเลือกซื้อเครื่องบันทึกภาพ DVRนอกจากจะต้องเลือกกล้องที่มี ความคมชัดแล้ว สิ่งที่สำคัญและจะมองข้ามไปไม่ได้คือการเลือกซื้อ DVR หรือเครื่องบันทึกภาพ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบันทึกภาพที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำ หรือเครื่องบันทึกภาพเฉพาะทางที่เรียกว่าDVR ซึ่งมาตรฐานในการบันทึกภาพจะเป็นมาตรฐานเดียวกันดังนี้
1. ขนาดของภาพที่บันทึกจะบอกเป็น
- D1  เท่ากับ  720x576 อัตราส่วน 1.25:1  414,720 Pixels- 4CIF (Frame) เท่ากับ  704x576 อัตราส่วน 1.22:1  405,504 Pixels ***บางยี่ห้อ อาจเรียกเป็น D1- 2CIF (Field)  เท่ากับ  704x288 อัตราส่วน 2.44:1  202,752 Pixels- DCIF  เท่ากับ  528x284 อัตราส่วน 1.86:1  149,952 Pixels- CIF  เท่ากับ  352x288 อัตราส่วน 1.22:1  101,376 Pixels- QCIF  เท่ากับ  176x144 อัตราส่วน 1.22:1  25,344 Pixels
ยิ่ง ขนาดของภาพที่บันทึกใหญ่ ภาพจะมีความคมชัดมาก และเวลาดูย้อนหลังภาพจะไม่แตก แต่จะใช้เนื้อที่ในการบันทึกมาก ทำให้เปลืองเนื้อที่บนฮาร์ดดิส
2. จำนวนภาพที่บันทึกต่อ 1 วินาที (fps) ตัวอย่างเช่น

Record resolution  -CIF  /  25 fps
   -2CIF / 12 fps
   -DCIF /  8 fps

หมายความว่าเครื่องบันทึกภาพตัวนี้สามารถบันทึกภาพที่มีขนาด CIF ได้ที่ 25 เฟรม/วินาที (Realtime)  และบันทึกภาพที่มีขนาด 2CIF ที่ 12 เฟรม/วินาที (Not Realtime) และสามาถบันทึกภาพที่มีขนาดใหญ่สุดที่ DCIF ที่ 8  เฟรม/วินาที (Not Realtime)

*** 25 fps = 25 เฟรม ต่อ วินาที จะเป็นภาพเคลื่อนไหวเหมือนปกติ (Realtime)  
การเลือกซื้อเครื่องบันทึกภาพ (DVR) ควรเลือกเครื่องที่สามารถบันทึกได้ตามความต้องการ เช่น ต้องการความคมชัดมาก ควรเลือกเครื่องบันทึกภาพ (DVR) ที่สามารถบันทึกภาพขนาด D1, 4CIF, DCIF ได้แต่จะมีราคาค่อนข้างสูงและใช้เนื้อที่ฮาร์ดดิสมาก เครื่องบันทึกภาพ (DVR) ประเภทนี้ภาพที่บันทึกออกมาได้จะมีความคมชัดสูง เช่น ภาพขนาด D1 ภาพที่บันทึกออกมาจะได้เทียบเท่ากับ DVD
ข้อควรระวังในการซื้อเครื่องบันทึกภาพ (DVR) คือ เครื่องบันทึกภาพที่ขายส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแจ้งรายละเอียดเหล่านี้ชัดเจนนัก ส่วนใหญ่จะเอารายละเอียดของการแสดงผลมาแสดงเป็นจุดขาย ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ภาพมีความคมชัด
ตัวอย่างเช่น
- Display Resolution  25 fps : Camera(Realtime)
- Display Resolution  400 fps  (Realtime)
- Resolution  400 fps  (Realtime)
จากตัวอย่างที่แสดงเป็นการบอกว่าสามารถแสดงผลภาพได้ที่ 25 fps เฟรมต่อกล้อง ถ้ามีกล้อง 16 ตัว x 25 เท่ากับ 400 ซึ่ง ไม่เกี่ยวกับคุณภาพของภาพที่ถูกบันทึกแต่อย่างใด วิธีเลือกที่ดีที่สุดคือให้คนขายลองตั้งบันทึกที่คุณภาพสูงสุดแล้วเปิดดู ย้อนหลังแบบขยายภาพให้เต็มจอว่าภาพมีความคมชัดแค่ไหน และแสดงการคำนวณการใช้ฮาร์ดดิสก์ว่าสมควรจะใช้ฮาร์ดดิสก์ขนาดเท่าไหร่เพื่อ ให้สามารถบันทึกได้ยาวนานตามที่ต้องการ โดยอาจจะกำหนดจำนวนสมมุติที่ต้องการ เช่น ต้องการที่ 30 วันต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ขนาดเท่าไหร่่
ข้อมูลจาก ส.มงคล www.suchinko.com

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Bandwidth (แบนด์วิธ) กับระบบ IP Camera คืออะไร ?

Bandwidth (แบนด์วิธ) กับระบบ IP Camera คืออะไร ?

Bandwidth(แบนด์วิธ) คือ การวัดความเร็วในการส่งข้อมูลของอินเทอร์เน็ต ซึ่งโดยมากเรามักวัด ความเร็วของการส่งข้อมูลเป็น bps (bit per second) , Mbp (bps*1000000) เช่น Bandwidth ของการใช้สายโทรศัพท์ในประเทศไทย เท่ากับ 14.4 Kbps, Bandwidth ของ สายส่งข้อมูลของ KSC ที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับอเมริกาเท่ากับ 2 Mbps เป็นต้น
ความหมาย Bandwidth คือ ความกว้างของคลื่นความถี่ หรือความกว้างของช่องทางในการ รับ-ส่ง ข้อมูล ส่วน Latency คือ เวลาที่ใช้ไปในการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยความจำ เมื่อเรารู้ความหมายกันแล้ว คราวนี้เรามารู้จักถึงหลักการต่างๆ ของ Bandwidth และ Latency ในการพิจารณาการ รับ-ส่ง ข้อมูล บนระบบบัสหลายคนมักจะนึกถึง Bus Bandwidth (Bandwidth ก็คือความกว้างของเส้นทาง ในการส่งข้อมูล ที่เราสามารถเปรียบเทียบได้กับเลนบนถนน ยิ่งมีเลนกว้างเท่าไร รถยนต์ซึ่งเปรียบได้กับ ข้อมูลก็สามารถวิ่งได้สะดวกมาก ขึ้นเท่านั้น) ที่ใช้ในการรับ-ส่งข้อมูล ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลที่ รับ-ส่ง บนระบบบัส Bus Bandwidth ด้วยปริมาณจำนวนข้อมูลของเลข Single number (0 หรือ 1) ที่ระบบบัสสามารถรองรับได้ แต่ปริมาณขอมูลของเลข Single number อาจแปรผันได้ตามเวลา เราจึง พิจารณากา รรับ-ส่ง ข้อมูลผ่านทาง Bus Bandwidth ด้วย Peak Bandwidth Bus หรือ ความกว้าง สูงสุดในการ รับ-ส่ งข้อมูลของบัส ซึ่งวัดด้วยจำนวนข้อมูลสูงสุดที่ รับ-ส่งกันระหว่าง CPU และ RAM ภายในหนึ่งคาบเวลา จากความเร็วสัญญาณนาฬิการะหว่างหน่วยความจำและ CPU ถ้าเรามาคำนวณหา Bandwidth ของบัสที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิการะหว่างหน่วยความจำและ CPU ที่สัญญาณนาฬิกา 100 เมกะเฮิรตซ์ โดยที่มีการ รับ-ส่ง ข้อมูลจำนวน 8 ไบต์ในแต่ละหนึ่งรอบของสัญญาณนาฬิกา จะคำนวณ ออกมาได้ดังนี้ 8 bytes * 100 MHz = 800 MB/s และถ้าหากเราคำนวณหา Bandwidth ของบัสที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิการะหว่างหน่วยความจำและCPU ที่ 133 เมกะเฮิรตซ์ โดยที่มีการรับ-ส่งข้อมูลจำนวน 8 ไบต์ในแต่ละหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา จะคำนวณ ออกมาได้ดังนี้ 8 bytes * 133 MHz = 1064 MB/s ซึ่งตัวเลข Bandwidth ที่ได้นี้เป็นพียงตัวเลขทางทฤษฎีที่บอกถึงปริมาณของข้อมูล ที่เข้าสู่ CPU ในแต่ละ วินาที ในความเป็นจริง Bandwidth ของระบบจริงอาจมีค่าน้อยกว่าที่คำนวณเพียงเล็กน้อย
พูดง่ายๆ Bandwidth ก็เหมือนช่องทางบนถนน หากมีช่องทางบนถนน 8 เลน ก็คือมี Bandwidth 8 เลนนั้นเอง
ในปัจจุบันกล้องวงจรปิด CCTV แบบ IP Camera นั้น ก็เป็นที่สนใจจากผู้คนที่ต้องการความ ปลอดภัยและเฝ้าระวังทรัพย์สินของตนเอง ซึ่งข้อดีของกล้องวงจรปิด CCTV ปิดแบบ IP Camera นั้นมี อยู่หลายข้อเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น มันสามารถติดต่อผ่านระบบเน็ตเวิร์ค โดยใช้แพ็กเก็ตแบบ IP ได้ ทำให้สามารถดูผ่านเว็บไซต์ได้ทุกมุมโลก หรือ มีความสามารถในการติดต่อกับ Internet ผ่านทาง PPP Connection ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องง้อ ADSL Router
เพราะฉะนั้นในการเลือกใช้ Switch จึงต้องเลือกแบบที่สามารถรองรับ Bandwidth ของข้อมูล ทั้งหมดได้เพียงพอ ตัวอย่างเช่น ระบบกล้องวงจรปิด CCTV แบบ IP Camera นั้น กล้องวงจรปิด CCTV ประเภทนี้ 1 ตัวนั้น จะมีการส่งข้อมูลภาพอยู่ที่ 32kbps – 3Mbs ซึ่งแล้วแต่คุณภาพของกล้องตัวนั้น ว่าจะมีความละเอียดมากแค่ไหน โดยทั่วไปแล้วการบีบอัดข้อมูล (Compression) แบบ Mpeg4, H.264, H.263 จะต้องใช้ Bandwidth ประมาณ 2Mbps เพราะฉะนั้น ถ้าหากในองค์กร เราใช้กล้องทั้งหมด 10 ตัว จะต้องใช้ Bandwidth อยู่ที่ 20 Mbps เป็นอย่างน้อยตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้เรายังจะต้องเผื่อ Bandwidth สำหรับระบบอื่นๆด้วย 20% ของระบบกล้องวงจรปิด CCTV IP Camera

สัญญาณ อนาล็อก กับ ดิจิตอล คืออะไร และต่างกันอย่างไร

สัญญาณ อนาล็อก กับ ดิจิตอล คืออะไร และต่างกันอย่างไร

สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) หมายถึง สัญญาณที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนที่ของ ข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) โดยสัญญาณจะมีขนาดไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของ สัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป และจะมีลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป ยกตัวอย่างเช่น การที่เราโยน ก้อนหินลงน้ำ บนผิวน้ำเราจะเห็นว่า น้ำจะมีการเคลื่อนตัวเป็นคลื่น กระจายออกเป็นวงกลมรอบจุดที่หินจม ระดับคลื่นจะสังเกตุได้ว่าเริ่มจากจุดกลางแล้วขึ้นสูง แล้วกลับมาที่จุดกลางแล้วลงต่ำ แล้วกลับมาที่จุดกลาง เป็นลักษณะนี้ติดต่อกันไป แต่ละครั้งของวงรอบเราเรียกว่า 1 Cycle โดยการเคลื่อนที่ของสัญญาณ อนาล็อก (Analog Signal) นี้ จะมีระยะทางและเวลาเป็นตัวกำหนดด้วย จึงทำให้มีผลต่อการส่งสัญญาณ อนาล็อก (Analog Signal) ส่วนใหญ่จึงสามารถถูกรบกวนได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นจากสิ่งแวดล้อมภายนอก หรือจากตัวของระบบอุปกรณ์เอง เพราะสัญญาณที่ส่งออกไปนั้นจะเป็นสัญญาณจริง และเมื่อถูกรบกวนก็อาจ จะทำให้คลื่นสัญญาณมีการเปลี่ยนไป จึงทำให้ผู้รับหรือปลายทางนั้นมีการแปลความหมายผิดพลาดได้ เช่น สัญญาณเสียง เป็นต้น
สัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณ ระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและ ติดต่อสื่อสารกันหรือกล่าวได้ว่าสัญญาณดิจิตอลก็คือการที่เรานำเอาสัญญาณ Analog (อนาล็อก) มา แปลงให้อยู่ในรูปแบบของตัวเลข (0,1) โดยการแปลงสัญญาณนี้ต้องอาศัยวงจรประเภทหน่ึงที่เรียกว่า A To D (A/D) หรือ Analog To Digital converter โดยวงจร A/D หลังจากนั้น ก็จะได้สัญญาณ Digital ออกมาเป็นสัญญาณในรูปแบบของตัวเลข (0,1) นั่นเอง โดยจะเป็นสัญญาณที่เกิดจากแรงดันของ ไฟฟ้าจะมีอยู่ 2 ค่าคือ 0 = Min และ 1 = Max โดยค่า Min จะมีแรงดันไฟฟ้าอินพุต อยู่ที่ประมาน 0 โวลต์ และ Max จะมีแรงดันไฟฟ้าอินพุต อยู่ที่ประมาน 5 โวลต์ ดังนั้นสัญญาณชนิดนี้มนุษย์เรา จึงไม่สามารถสัมผัสหรือรับรู้ได้เลย และเมื่อได้เป็นสัญญาณ Digital ออกมาแล้ว จึงทำการส่งข้อมูลไปยัง ผู้รับหรือปลายทาง ทางฝั่งผู้รับหรือปลายทางจะต้องมีตัวแปลงสัญญาณจาก Digital ให้กลับเป็น Analog อีกครั้ง โดยผ่านตัวแปลง คือ D To A (D/A) หรือ Digital To Analog converter
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสัญญาณ Analog และ สัญญาณ Digital สรุปได้ว่าสัญญาณ Digital เปรียบเสมือนการเปลี่ยนรูปแบบจากสัญญาณ Analog ที่เป็นสัญญาณ คลื่นให้ เป็นสัญญาณไฟฟ้า
ความแตกต่างของระบบระบบกล้องวงจรปิด CCTV ระหว่าง Analog, IP, และ HD-SDI
ทุกวันนี้ระบบโทรทัศน์วงจรปิด หรือเรียกกันติดปากว่าระบบกล้องวงจรปิด CCTV ได้ถูกนำมาใช้ด้วย กันหลายระบบ แบ่งเป็น 3 ประเภท
1. ระบบ Analog เป็นระบบที่ใช้ตั้งแต่มีการคิดค้นระบบกล้องวงจรปิด CCTV ระบบ Analog เป็นระบบที่ใช้สาย สัญญาณ (Coax cable) เช่น สาย RG6 RG11
ข้อดี
ต้นทุน : ระบบอนาล๊อกมีต้นทุนที่ถูกกว่าระบบ IP
ยืดหยุ่นกว่า : เนื่องจากว่ามีกล้องหลากหลายประเภทให้เลือกใช้ ตั้งแต่ระบบเล็กไปถึงระบบ ใหญ่ที่มีอินฟราเรดตั้งตั้งมาพร้อมกับกล้องทำให้มีตัวเลือกสำหรับการใช้งาน ประเภทต่าง ๆ ได้อย่าง เหมาะสม
ความเข้ากันได้ : ในระบบอนาล๊อก มีเพียงระบบ PAL และ NTSC เท่านั้น ทำให้สามารถเลือก กล้องต่างยี่ห้อมารวมในระบบเดียวกันได้
ปัญหาน้อย : เนื่องจากว่าระบบอนาล็อกถูกพัฒนามามากจนแทบจะเรียกได้ว่า อยู่ในช่วง สุดท้าย ของเทคโนโลยีของระบบอนาล๊อกแล้ว ทำให้ปัญหาต่างๆถูกแก้ไขไปจนหมด ปัญหาต่าง ๆ ของระบบ อนาล็อก จึงเกิดขึ้นน้อยมาก
ช่างที่ทำการติดตั้งไม่ต้องมีความรู้ด้านเน็ตเวิร์ก ก็สามารถติดตั้งได้
ข้อเสีย
Function : ระบบอนาล๊อกไม่มีฟังชั่นเช่นเดียวกับที่กล้อง IP มี เว้นแต่กล้องอนาล็อกที่มี ราคา สูงมาก ๆ เท่านั้น
ความปลอดภัย : ระบบอนาล็อกมีความปลอดภัยน้อย เนื่องจากว่าไม่มีการเข้ารหัสของข้อมูล ไม่ว่าใครก็ สามารถดูภาพจากกล้องวงจรปิดได้
ระยะทาง : ไม่สามารถรองรับการส่งสัญญานในระยะไกล ๆ ได้
ความละเอียดของภาพที่ได้ไม่มาก เนื่องจากระบบ Analog ไม่สามารถส่งภาพที่มีความ ละเอียดสูงได้ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านสาย
2. ระบบ IP (Network) เป็นระบบกล้องวงจรปิด CCTV ที่นำมาใช้แทนระบบ Analog ซึ่งระบบ IP จะส่งสัญญาณในรูปแบบ Digital ทำให้ภาพที่ได้มีความคมชัด ไม่เกิดการสูญหายของสัญญาณ คือถ้ามีการเดินระบบผิดพลาด ภาพก็จะไม่แสดงเลย แต่ถ้าเดินระบบได้ถูกต้องภาพจะมีความชัดตามคุณภาพของกล้องที่ส่งภาพมา ซึ่งต่าง กับระบบ Analog ที่ภาพจะมีทั้ง ภาพชัด ภาพไม่ชัด และภาพหาย สายสัญญาณที่ใช้ในระบบ Digital ส่วนมากจะเป็นสาย Cat5
ข้อดี
Wireless : สนับสนุนการทำงานผ่านระบบไร้สายมากกว่า Analog
ระบบเครือข่ายเดิม : กล้อง IP สามารถใช้ร่วมกับระบบ LAN ที่มีอยู่แล้วได้โดยไม่ต้องเดิน สายใหม่
เพิ่มกล้องได้ง่าย : หากต้องการเพิ่มกล้องสามารถทำได้ง่าย โดยไม่ติดข้อจำกัดในส่วนของ Channel ที่จำกัดของ DVR อีกต่อไป
ประสิทธิภาพสูง : เนื่องจากกล้อง IP แต่ละตัวทำงานแยกอิสระ ไม่ได้ส่งภาพไปประมวลผล ที่ตัวกล้อง ทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพ “เต็มที่” ไม่อั้นที่ DVR อีกต่อไป แต่ละตัวมี IP ของตัวเอง ทำให้การตั้งค่ากล้องแต่ละตัวทำได้ง่าย
ความละเอียด : เนื่องจากเป็นระบบ Digital ทำให้สามารถข้ามข้อจำกัดที่ระบบ Analog ไม่ สามารถทำได้นั่นคือ ข้ามจาก 576 TVL ไปเป็น 1080p หรือ “Hidefinition” ทำให้ได้ภาพที่มี ความละเอียด “สูงมาก” เปรียบเสมือนกับระบบ Analog คือการที่เราดูหนังจาก VDO ธรรมดา แต่ ระบบ Digital เทียบได้กับการดูหนังแบบ Blue ray ได้เลยทีเดียว
POE : บางรุ่นสามารถส่งสายไฟไปพร้อมกับสาย LAN ได้ โดยไม่ต้องเดินสายไฟแยกเพิ่ม ออกไปอีกต่างหาก
ความปลอดภัยสูงมาก : เนื่องจากการทำงานบนของระบบ Digial สามารถที่จะ Backup ข้อมูลบน Server ได้ตลอดเวลา และ Hacker ไม่สามารถ “ดัก”เอาข้อมูลระหว่างทางได้
ข้อเสีย
การส่งผ่านข้อมูล : เนื่องจากใช้ Brandwidth สูงมาก ตั้งแต่ 500 kbps ถึง 1.5 Mbps ทำให้ระบบทำงานหนัก
ต้นทุน : ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นกว่าระบบAnalog ไม่ว่าจะเป็นค่าอุปกรณ์, การดูแลรักษา แต่ก็มี แนวโน้มที่ลดลงจากเมื่อก่อนมาก
ใช้ข้ามยี่ห้อไม่ได้ : เนื่องจากระบบถูกพัฒนาจากหลายรายทำให้มีมากกว่า 1 มาตราฐาน จึงไม่สามารถใช้กล้องที่มี Protocal ต่างกันเพื่อติดต่อกันได้ หรือให้เข้าใจง่ายๆคือ ข้ามยี่ห้อไม่ได้ นั่นเอง
ผู้ติดตั้งจะต้องมีความรู้ทางด้าน Network รวมไปถึง ความรู้ของผู้ที่บริหารจัดการข้อมูล
3. ระบบ HD-SDI กล้องวงจรปิด CCTV แบบ SDI ย่อมาจาก Serial Digital Interface เป็นระบบ Digital ที่ใช้สาย สัญญาณแบบ Coax หรือ แบบเดิมที่เป็น RG6 เป็นตัวนำสัญญาณ ระบบนี้สามารถส่งสัญญาณภาพโดย ไม่จำเป็นต้องบีบอัดสัญญาณ เพราะระบบรองรับการส่งสัญญาณที่มี ความละเอียดมากกว่าความละเอียด แบบธรรมดาถึง 5 เท่า ทำให้สัญญาณภาพมีความคมชัดในระดับ HD
ข้อดี
สามารถใช้สายสัญญาณเดิมของระบบ Analog ได้ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการ Upgrade
ภาพมีความคมชัดสูง
ผู้ติดตั้ง ไม่จำเป็นต้องมีความชำนาญด้านระบบเน็ตเวิร์ค
ข้อเสีย
ราคาของกล้องและเครื่องบันทึก ยังมีราคาสูงอยู่ แต่ก็มีแนวโน้มลดลง
ตัวกล้องยังมีให้เลือกน้อย ผู้ผลิตกล้องวงจรปิด ยังไม่ได้ทำการผลิตระบบนี้ในจำนวนมาก